My CMS

RFID Total solutions

RFID กับการ Tag ยางรถยนต์

October 25th, 2015

ในธุรกรรมเกี่ยวกับ RFID นั้นมีการ Tag ยางรถยนต์เพื่อให้สอดคล้องต่อระบบยางในการจัดการผู้ที่ใช้บริการยางรถยนต์ยี่ห้อนั้นๆ ซึ่งแต่ละองค์ประกอบมีโครงข่ายในการจัดลำดับเลือกสรรยางรถยนต์ให้เหมาะสมกับงานแต่ละประเภท คือ

ในส่วนของยางรถยนต์ ปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นมาจากหลายสาเหตุ เช่น ไม่ได้ซ่อมแผลบาดตำ ปะซ่อมไม่ถูกวิธี แผ่นปะซ่อมหลุดหรือบวมเนื่องจากใช้วัสดุไม่เหมาะสม ถ้าเป็นยางเรเดียลทำไม่ถูกวิธีจะเกิดสนิมลวดเหล็กตามมาอาจทำให้ยางระเบิดได้ง่าย ไม่มีการตรวจลมยาง เติมมากหรือน้อยไปทำให้สิ้นเปลืองถึง 5% และหากทิ้งไว้แก้มยางจะปริแตกเป็นแนวยาวหรือยางฉีกตั้งแต่ด้านใน การประกอบยางผิดวิธี บิดยางมีรอยแยกหรือคดผิดรูปทรง จะทำให้นำยางมาใช้ใหม่อีกไม่ได้ ดอกยางสึกหรอผิดปกติเนื่องจากปัญหาช่วงล่าง ของรถยนต์หรือใช้ยางจนหมดดอก หน้ายางมีการสึกถึงโครงสร้าง

ดังนั้นการบริหารจัดการยางจะเป็นการลดต้นทุนยางรถยนต์ที่มีประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการจัดการทั้งการจัดเก็บสต๊อกยาง มีการหมุนใช้ยาง เก็บประวัติและประเมินผลเป็นระยะๆ ลดปัญหาเสียหายผิดปกติหรือไม่สามารถนำยางไปหล่อดอกใหม่ได้ หากบริหารดีจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มาก ในการจัดซื้อยางใหม่น้อยลง ลดการซ่อมบำรุงยาง

ในการบริหารจัดการยาง องค์ประกอบสำคัญที่ต้องทำ คือ เก็บประวัติยาง ตรวจเช็กสภาพโครงสร้าง ตรวจสอบหมายเลขยาง และตรวจสอบความลึกดอกยางทุกเดือน

ส่วนการนำ RFID มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการยางนั้น จะช่วยขจัดปัญหาหมายเลขยางเลือนหายหรืออยู่ในตำแหน่งที่มองไม่เห็น เพิ่มความรวดเร็วในการเก็บข้อมูลและบันทึกข้อมูล เพิ่มความแม่นยำในการเก็บข้อมูล และลดการจัดเก็บข้อมูลด้วยเอกสาร ซึ่งการติด tag จะต้องมีการติด tag ตัวแรกที่ด้านข้างรถยนต์ก่อน โดยใส่ข้อมูลรายละเอียด เกี่ยวกับรถบรรทุก เลขทะเบียนรถ กลุ่มรถ ส่วน tag ที่ติดบริเวณแก้มยางใกล้กับกระทะล้อรถยนต์ก็จะต้องมีการสร้างข้อมูลรายละเอียดของยางก่อนติด มีการทดสอบการอ่านเบื้องต้นก่อนนำไปติดจริง โดยบริเวณล้อหลังคู่ที่อยู่ใกล้กันมาก ควรติด tag คนละด้านของแก้มยางเพื่อป้องกันข้อมูลรบกวนกันในระหว่างตรวจสอบยาง

การประยุกต์ใช้ RFID กับประตูอัตโนมัติ

August 26th, 2015

การประยุกต์ใช้ RFID กับประตูอัตโนมัติ

RFID คืออะไร?

RFID   ย่อมาจาก Radio Frequency Identification  หรือก็คือการ ระบุเอกลักษณ์ด้วยคลื่นวิทยุ เป็นระบบฉลากที่ได้ถูกพัฒนามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1980 โดยที่อุปกรณ์ RFID ที่มีการประดิษฐ์ขึ้นใช้งานเป็นครั้งแรกนั้น เป็นผลงานของ Leon Theremin ซึ่งสร้างให้กับรัฐบาลของประเทศรัสเซียในปี ค.ศ. 1945 ซึ่งอุปกรณ์ที่สร้างขึ้นมาในเวลานั้นทำหน้าที่เป็นเครื่องมือดักจับสัญญาณ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวระบุเอกลักษณ์อย่างที่ใช้งานกันอยู่ในปัจจุบัน RFID ใน ปัจจุบันมีลักษณะเป็นป้ายอิเล็กทรอนิกส์ (RFID Tag) ที่สามารถอ่านค่าได้โดยผ่านคลื่นวิทยุจากระยะห่าง เพื่อตรวจ ติดตามและบันทึกข้อมูลที่ติดอยู่กับป้าย ซึ่งนำไปฝังไว้ในหรือติดอยู่กับวัตถุต่างๆ เช่น ผลิตภัณฑ์ กล่อง หรือสิ่งของใดๆ สามารถติดตามข้อมลูของวัตถุ 1 ชิ้นว่า คืออะไร ผลิตที่ไหน ใครเป็นผู้ผลิต  ผลิตอย่างไร ผลิตวันไหน และเมื่อไหร่ ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนกี่ชิ้น และแต่ละชิ้นมาจากที่ไหน รวมทั้งตำแหน่งที่ตั้งของวัตถุนั้นๆ ในปัจจุบันว่าอยู่ส่วนใดในโลก โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการสัมผัส (Contact-Less) หรือต้องเห็นวัตถุนั้นๆ ก่อน ทำงานโดยใช้เครื่องอ่านที่สื่อสารกับป้ายด้วยคลื่นวิทยุในการอ่านและเขียน ข้อมูล

อ้างอิงจากบทความ RFID คืออะไร คลิกเพื่ออ่านเพิ่มเติม

ใช้มือถือแทนบัตร BTS ได้แล้ววันนี้! สะดวกสุดๆ

March 18th, 2015

ใช้มือถือแทนบัตร BTS ได้แล้ววันนี้! สะดวกสุดๆ

2013-10-31

เพื่อนๆ หลายคนคงไม่ชอบพกอะไรติดตัวมากมายเวลาไปไหนมาไหน โดยเฉพาะบัตรต่างๆ เช่น บัตรรถไฟฟ้า บัตรเอทีเอ็ม บัตรเครดิต บัตรสะสมแต้ม ฯลฯ โดยเฉพาะเวลาเร่งด่วน การมานั่งหาบัตรรถไฟฟ้าในกระเป๋าของเราคงไม่สนุกแน่ๆ อย่ากระนั้นเลย! เรามาเปลี่ยนสมาร์ทโฟน Samsung Galaxy Note 3 ให้กลายเป็นบัตร Rabbit Card สำหรับแตะเข้า-ออก BTS ดีกว่า ส่วนรายละเอียดจะมีอะไรบ้างนั้น ตามมาดูกันเลยดีกว่า

รู้จักกันก่อนว่า NFC คืออะไรกันนะ?

NFC ย่อมาจาก Near Field Communication เป็นการส่งผ่านข้อมูลแบบไร้สาย โดยอุปกรณ์ตัวรับและตัวส่งจะต้องอยู่ห่างกันไม่เกิน 4 เซนติเมตรครับ ซึ่งตอนนี้ในบ้านเราก็ได้มีการนำเอา NFC มาประยุกต์ใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันกันแล้ว ตัวอย่างเช่น ระบบบัตรรถไฟฟ้า BTS ที่เราสามารถนำเอาบัตร Rabbit Card “แตะเพื่อจ่ายเงิน” ในการเดินทางได้อย่างสะดวก หรือจะใช้บัตรแตะแล้วจ่ายเพื่อซื้อของได้ในร้านค้าชั้นนำต่างๆ ที่ร่วมรายการได้ทันทีเลยล่ะครับ

มาเปลี่ยนมือถือ Samsung Galaxy Note 3 ให้กลายเป็นบัตร Rabbit Card สารพัดประโยชน์กัน!

และด้วยเทคโนโลยี NFC ที่เริ่มแพร่หลายในชีวิตของพวกเราทุกคนในปัจจุบันนั่นเอง สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่จึงทำการออกแบบให้มีเทคโนโลยี NFC อยู่ภายในแทบทุกรุ่น โดยเฉพาะ Samsung Galaxy Note 3 ซึ่งตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เราก็จะสามารถใช้มือถือของเรา “แตะแล้วจ่าย” ได้ไม่ต่างจากบัตร Rabbit Card แล้วล่ะครับ ซึ่งไม่ใช่มีแค่ Note 3 เท่านั้นที่มี NFC ยังมีมือถืออีกหลายรุ่นของทาง Samsungที่รองรับระบบการจ่ายเงินด้วย NFC นี้ได้เช่นกัน นั่นก็คือ Galaxy Note 2, Galaxy S4, Galaxy S3, Galaxy Fame และ Galaxy S3 mini

ใช้มือถือแทนบัตร BTS ได้แล้ววันนี้! สะดวกสุดๆ

การใช้งาน Samsung Galaxy แทนบัตร Rabbit ต้องทำยังไงบ้าง?

1. หลังจากเช็ครุ่นแล้ว เพื่อนๆ สามารถนำมือถือที่รองรับเทคโนโลยี NFC (Galaxy Note 3, Galaxy Note 2, Galaxy S4, Galaxy S3, Galaxy Fame และ Galaxy S3 mini) ไปเปลี่ยนเป็นซิม AIS mPay Rabbit ด้วยการติดต่อขอเปลี่ยนซิมได้ที่ AIS Shopทุกสาขาในกรุงเทพฯ (ยกเว้นสาขาสนามบินสุวรรณภูมิ) ได้ทันที

2. ทำการตั้งค่ามือถือให้พร้อมการใช้งาน โดยเปิดการใช้งาน NFC ในตัวเครื่อง Samsung GALAXY รุ่นดังกล่าว (Setting>More setting> เปิดการใช้งานNFC)

ใช้มือถือแทนบัตร BTS ได้แล้ววันนี้! สะดวกสุดๆ

3. เพื่อนๆ สามารถดาวน์โหลด mPAY Application จาก Google Play มาติดตั้งเอาไว้ในเครื่องได้เลยครับ เพราะจะช่วยให้เราเพิ่มความสะดวกในการเติมเงิน หรือเช็คยอดเงินคงเหลือและดูรายการย้อนหลังเมื่อไหร่ก็ได้ คลิกโหลดได้เลย ที่นี่

เพียงเท่านี้มือถือ Samsung Galaxy ของทุกคน ก็จะกลายเป็นบัตร Rabbit ที่ใช้งานได้ทั้งเติมเงินและจ่ายเงินแล้ว และเพื่อให้การใช้งานเป็นไปอย่างราบรื่น บริเวณเคสด้านหลังหรือฝาหลังของมือถือ ควรใช้เป็นฝาหลังพลาสติกที่มากับตัวเครื่องรุ่นนั้น ไม่ควรใช้ฝาหลังหรือเคสที่เป็นโลหะหรืออะลูมิเนียมครับ เพราะจะทำให้การใช้งาน NFC ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

4. และเมื่อมือถือของเรากลายเป็น AIS mPay Rabbit เรียบร้อยแล้ว ก่อนจะนำไปใช้งาน ก็ต้องเติมเงินเข้าบัตรให้เรียบร้อยก่อนนะครับ ด้วยวิธีง่ายๆ หลากหลายช่องทาง ดังนี้

– เติมเงินผ่านตู้ ATM ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา, ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารไทยพาณิชย์, ธนาคารยูโอบี, ธนาคารกรุงไทย

– เติมเงินผ่านตู้ฝากเงินของธนาคารไทยพาณิชย์

– เติมเงินผ่านเครื่อง mPAY Station ใน AIS Shop

– หรือเติมเงินได้ผ่านห้องจำหน่ายตั๋วโดยสาร BTS ทุกสถานี

มีข้อควรคำนึงเล็กน้อยครับ นั่นคือจำนวนเงินที่เราเติมเข้าไป จะต้องเป็นจำนวนเต็มร้อยเท่านั้น (เติมเงินขั้นต่ำเริ่มที่ 100 บาท เติมได้มากที่สุดที่ 4,000 บาทครับ) และเราจะไม่สามารถยกเลิกรายการที่เติมเงินเรียบร้อยแล้วได้ครับผม

เตรียมมือถือของเราพร้อมแล้ว ก็มาทำให้ชีวิตสบายขึ้น รวดเร็วขึ้น ด้วย NFC กันเถอะ

หลังจากที่ดำเนินการเปลี่ยนซิม และตั้งค่ามือถือ พร้อมทั้งดาวน์โหลด mPay Application มาติดตั้งเรียบร้อยแล้ว เราก็มาดูกันดีกว่า ว่าเราสามารถใช้มือถือ NFC ของเราทำอะไรได้บ้าง?

– ใช้มือถือแตะแทนบัตร Rabbit เดินทางด้วย BTS และ BRT ได้เลย! ไม่ต้องเสียเวลาควานหาบัตรในกระเป๋าให้วุ่นวาย และไม่ต้องต่อคิวแลกเหรียญเพื่อไปซื้อตั๋วในชั่วโมงเร่งด่วนอีกต่อไป

– สามารถใช้มือถือของเรา “แตะแล้วจ่าย” แทนกระเป๋าสตางค์ได้ทันทีแบบไม่ต้องพกเงินสดแม้แต่น้อย โดยเพื่อนๆ สามารถชำระเงินในร้านค้าชั้นนำหลากหลายได้ อาทิ McDonald, Starbucks, Subway etc.

– การใช้มือถือของเราเติมเงิน ชำระค่าตั๋ว BTS, BRT หรือใช้แทนเงินสดตามร้านค้าร่วมรายการทุกครั้ง จะมีแต้มสะสมที่เรียกว่า Carrot Reward ที่จะทำให้เพื่อนๆ ได้รับสิทธิประโยชน์จากร้านค้าชั้นนำได้หลากหลายอีกด้วย เรียกว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้มเลยคร้าบ โดยตรวจสอบสิทธิประโยชน์ได้ ที่นี่

– อันนี้แถมครับ ถ้าเรากับกลุ่มเพื่อนมีมือถือที่มี NFC ใช้งาน หากเราไปเจอภาพสวยๆ หรือคลิปเด็ดที่เราถ่ายมาได้ เราก็สามารถถ่ายโอนข้อมูลให้กับเพื่อนได้ในพริบตา (ความเร็วสูงสุด 25 MB/นาที) แค่เอาฝาหลังของมือถือที่มี NFC มาสัมผัสกัน ก็ได้บันเทิงเฮฮาไปพร้อมกันแล้วล่ะครับ!

ใช้มือถือแทนบัตร BTS ได้แล้ววันนี้! สะดวกสุดๆ

นอกจาก Samsung GALAXY Note 3 แล้วจะมองหา Samsung GALAXY รุ่นไหนที่มี NFC แบบคุ้มค่าสุดๆ ดีล่ะ?

ในเมื่อสะดวกขนาดนี้ เพื่อนๆ หลายคนก็น่าจะเกิดคำถามว่าแล้วจะเลือกสมาร์ทโฟนรุ่นไหนดีที่มี NFC ในราคาคุ้มค่าบ้าง นี่เลยครับ! เราขอแนะนำ Samsung Galaxy Note 3 สุดยอดสมาร์ทโฟนสำหรับวาด จด เขียน อัดแน่นด้วยฟีเจอร์มากมาย เหมาะสำหรับคนยุคใหม่อย่างเพื่อนๆ ทุกคน (คลิกดูรายละเอียดได้ ที่นี่)

หรือหากใครกำลังมองหาสมาร์ทโฟนคุ้มค่าในราคาย่อมเยา เราก็ขอแนะนำ Samsung Galaxy Fame ที่มีราคาสุดคุ้มแค่ 4,900 บาทเท่านั้น ที่นอกจากจะรองรับ NFC อย่างเต็มรูปแบบแล้ว ยังมีฟีเจอร์อีกมากมายที่ทำให้ชีวิตของเราง่ายขึ้น (คลิกดูรายละเอียดได้ ที่นี่)

ยังไม่พอ! รวมถึงเรายังมีโปรโมชั่นสุดพิเศษสำหรับ เพื่อนๆ ที่กำลังจะซื้อ Samsung GALAXY รุ่นใดก็ได้วันนี้ จะได้รับซิม AIS mPAY Rabbit มูลค่า 400บาท พร้อมค่าโดยสาร BTS 100 บาทฟรี! เพียงแค่แสดงใบเสร็จรับเงินที่ AIS Shop ในกรุงเทพฯ (ยกเว้นสาขาสนามบินสุวรรณภูมิ) ได้เลยครับ

ว่าแล้วจะรอช้าอยู่ไย? มาเปลี่ยนให้ชีวิตของเราสะดวกสบาย รวดเร็วทันใจได้ด้วย NFC บน Smartphoneทั้ง 6 รุ่นนี้ Samsung Galaxy Note 3, Galaxy Note 2, Galaxy S4, Galaxy S3, Galaxy Fame และ Galaxy S3 mini

ใช้มือถือแทนบัตร BTS ได้แล้ววันนี้! สะดวกสุดๆ
ที่มา
http://www.samsung.com/th/article/rabbit-card-mobile

กสิกรไทยส่งนวัตกรรมใหม่ บัตรเครดิตเพย์เวฟสติ๊กเกอร์ใบแรกของไทย

March 18th, 2015
กสิกรไทยส่งนวัตกรรมใหม่ บัตรเครดิตเพย์เวฟสติ๊กเกอร์ใบแรกของไทย
ที่มา  http://www.kasikornbank.com/th/whathot/pages/K-Wave_NFC.aspx
วันพุธที่ 4 มิถุนายน 2557

          กสิกรไทยผุดนวัตกรรมใหม่ บัตรเครดิตเพย์เวฟสติ๊กเกอร์ พกง่ายจ่ายไว แค่แตะไม่ต้องเซ็นชื่อ ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ พร้อมรองรับการขยายตัวของ Micro Payment  ตั้งเป้ายอดผู้ใช้งาน 2 แสนบัตร พร้อมขยายสู่กลุ่มคมนาคมให้รองรับการใช้งาน ทางด่วน บีทีเอส รถไฟใต้ดิน ภายในปี 58

          นายชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มการชำระเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการชำระเงินที่มียอดชำระต่อครั้งที่ต่ำ หรือ Micro Payment ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมความสะดวก รวดเร็ว และความต้องการถือเงินสดลดลง

          ธนาคารกสิกรไทยผู้นำด้านดิจิตอลแบงกิ้ง และครองอันดันดับ 1 ในธุรกิจบัตรเครดิตกลุ่ม VISA payWave ด้วยยอดผู้ถือบัตรมากที่สุดในตลาด จึงเตรียมเปิดตัว บัตรเครดิต NFC Sticker กสิกรไทย (K-Wave NFC Sticker Credit Card) พัฒนาต่อยอดบัตรเครดิตประเภท K-Wave ที่ใช้เทคโนโลยี NFC (Near Field Communication) ในรูปแบบสติ๊กเกอร์เป็นบัตรแรกในไทย สามารถติดบนโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์อื่นๆ จึงพกพาสะดวกพร้อมใช้งาน ช่วยลดการถือเงินสด ชำระเงินง่ายโดยการแตะหน้าบัตรบนเครื่องชำระเงิน โดยไม่ต้องเซ็นชื่อกำกับ ณ ร้านค้าที่มีสัญลักษณ์ VISA payWave ทั่วโลก 

          นอกจากนี้ ในด้านความปลอดภัย ผู้ถือบัตรเครดิต NFC Sticker กสิกรไทย (K-Wave NFC Sticker Credit Card) สามารถกำหนดวงเงินของบัตรได้เองตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป และใช้จ่ายผ่านบัตรโดยไม่ต้องมีลายเซ็นได้สูงสุด 1,500 บาทต่อรายการ สำหรับการชำระเงิน ต้องแตะบัตรกับเครื่องอ่านบัตรในระยะห่างไม่เกิน 10 ซม. ดังนั้น โอกาสที่จะเกิดการชำระเงินผ่านบัตรโดยไม่ได้ตั้งใจมีน้อยมาก และบัตรนี้ได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยจาก VISA โดยมี Chip มาตรฐาน EMV อยู่ภายในเพื่อป้องกันการคัดลอกข้อมูล ทั้งนี้ ผู้สมัครบัตรเครดิต NFC Sticker กสิกรไทย จะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปีสำหรับปีแรก รวมทั้งสามารถสะสมคะแนนจากการใช้จ่ายเช่นเดียวกับบัตรเครดิตทั่วไปอีกด้วย

          ธนาคารกสิกรไทย ตั้งเป้าหมายการออกบัตรเครดิต NFC Sticker กสิกรไทย (K-Wave NFC Sticker Credit Card) และ K-Wave Credit Card จำนวน 200,000 บัตร โดยมียอดใช้จ่ายผ่านบัตรทั้งสิ้น 2,700 ล้านบาท ในปี 2557 พร้อมตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนร้านค้ารับบัตรกลุ่ม K-Wave จากปัจจุบันในตลาดที่มีกว่า 5,000 เครื่อง โดยเป็นของธนาคารกสิกรไทยจำนวน 3,500 เครื่องภายในสิ้นเดือนมิถุนายน 2557 และคาดว่าในตลาดจะเพิ่มเป็นเป็น 10,000 ร้านค้าทั่วประเทศภายในปี 2557 โดยเน้นธุรกิจที่มีการชำระเงินรายย่อยสูง และธนาคารกสิกรไทย กำลังดำเนินการพัฒนาต่อยอดการใช้งานบัตรเครดิต NFC Sticker กสิกรไทย (K-Wave NFC Sticker Credit Card) ให้สามารถใช้ชำระเงินในกลุ่มคมนาคมขนส่งต่าง ๆ  อาทิ ค่าทางด่วน, รถไฟฟฟ้า BTS และรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2558 

          นายชาติชาย กล่าวว่า การพัฒนาบัตรเครดิต NFC Sticker กสิกรไทย (K-Wave NFC Sticker Credit Card) สะท้อนความเป็นผู้นำด้านดิจิตอลแบงกิ้งของธนาคารกสิกรไทย ในการนำนวัตกรรมบริการใหม่มารองรับการขยายตัวของการชำระเงินรายย่อยที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งนอกจากผู้ใช้บัตรจะได้รับความสะดวกด้วยขั้นตอนชำระเงินที่รวดเร็วขึ้น และช่วยให้ร้านค้ามีขั้นตอนการรับชำระค่าสินค้าที่กระชับขึ้น โดยเฉพาะร้านจำหน่ายสินค้าและบริการที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว จำนวนเงินธุรกรรมไม่สูงมาก เช่น ร้านอาหาร เครื่องดื่ม มินิมาร์ท โรงภาพยนตร์ นอกจากนี้ บริการดังกล่าวยังสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐที่ต้องการลดการใช้เงินสดลง เพื่อช่วยลดภาระในการผลิตธนบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย และลดความเสี่ยงให้แก่ประชาชนในการทำเงินสดสูญหายหรืออันตรายจากมิจฉาชีพ

          ปัจจุบันในประเทศไทยมีบัตรเครดิต ที่ใช้เทคโนโลยี NFC (Near Field Communication) ในตลาด ทั้งบัตรที่ออกโดยธนาคารพาณิชย์และบริษัทต่าง ๆ จำนวนรวมประมาณ 100,000 บัตร สำหรับธนาคารกสิกรไทย ปัจจุบันมีบัตร K-Wave Credit Card ทั้งสิ้น 80,000 บัตร โดยคาดว่า ณ สิ้นปีในตลาดจะมีบัตรเครดิตที่ใช้เทคโนโลยี NFC ประมาณ 300,000 บัตร

          ด้านภาพรวมตลาดสินเชื่อบัตรเครดิต พบว่า NPL ของทั้งตลาด ณ สิ้นสุดไตรมาส 1 ปี 2557 อยู่ที่ 2.72% ขณะที่ NPL สินเชื่อบัตรเครดิตธนาคารกสิกรไทย ในช่วงเวลาเดียวกัน อยู่ที่ 1.72% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าตลาด ทั้งนี้ เป้าหมายสิ้นปี 2557 ของธนาคารฯ จะขยายฐานบัตรเครดิตใหม่จำนวน 715,000 บัตร และมีฐานลูกค้าบัตรเครดิตรวม 3.6 ล้านบัตร เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2556 ราว 16% มียอดใช้จ่ายทั้งหมดผ่านบัตร  อยู่ที่ 3.44 แสนล้านบาท ขยายตัว ราว 31% รวมทั้งประมาณการยอดสินเชื่อคงค้างหลังปรับฐาน สิ้นปี 2557 จะอยู่ที่กว่า 72,000 ล้านบาท ขยายตัวในช่วง 11-12%

หลักสูตร “การเพิ่มประสิทธิภาพคลังสินค้าด้วยเทคโนโลยี Barcode & RFID”

March 8th, 2015

หลักสูตร “การเพิ่มประสิทธิภาพคลังสินค้าด้วยเทคโนโลยี Barcode & RFID”

วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม 2557 เวลา 09.00 – 16.00 น.

ณ GS1 Room 2 สถาบันรหัสสากล สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

เรียนรู้หลักการโลจิสติกส์ และการบริหารคลังสินค้าที่เป็นความจำเป็นต่อธุรกิจการที่เป็นปัจจัยหลักมีผลต่อต้นทุนในการดำเนินการ หากเราสามารถพัฒนาและปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพคลังสินค้าให้สามารถดำเนินงานโดยใช้เทคโนโลยี Barcode & RFID เข้ามาช่วย

ซึ่งมีส่วนช่วยในการลดต้นทุนอีกทั้งยังช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างรวดเร็วและยังช่วยลดความผิดพลาดหลักสูตรนี้จะช่วยให้ท่านทราบเกี่ยวกับ หลักการของโลจิสติกส์เพื่อบริหารคลังสินค้า Value Chain, Inventory Management โครงสร้าง ERP พร้อมทั้ง case study เป็นต้น

 

โดยวิทยากร

อ.ณัฐพนธ์  เกษสาคร

อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยาสาขาวิชาจัดการโลจิสติกส์

ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโท นานาชาติของ Ifugao State University ในประเทศไทย

คณะอนุกรรมการร่างวิชาชีพโลจิสติกส์ ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

หัวหน้าผู้ตรวจประเมินมาตรฐานขนส่งทางรถบรรทุก กรมการขนส่งทางบก

ที่ปรึกษาบริษัท BTC service ส่งเสริมการตลาด สินค้าอุปโภคบริโภค สหพัฒน์

ที่ปรึกษาบริษัท PSD ขนส่งทำการกระจายสินค้าให้ คาราบาวแดง PEPSI โอสถสภา สหพัฒน์ 2549-2553

ตำแหน่ง ผู้บริหารธุรกิจการค้าการตลาด (Trade Marketing Executive Manager) บริษัทไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด

2546– 2548

 

ดาวโหลดเอกสาร

ร่างกำหนดการ

ใบสมัคร

 

อัตราค่าลงทะเบียน: (รวมค่าอาหารกลางวัน เครื่องดื่ม อาหารว่าง เอกสารประกอบการอบรม)

– สมาชิกสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สถาบันภายใต้การดูแล ส.อ.ท. ภาครัฐ สถาบันการศึกษา และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ค่าลงทะเบียน 2,400.00 บาท/ท่าน (+ 168 บาท  VAT7%) = 2,568.00 บาท

– บุคคลทั่วไป ค่าลงทะเบียน 2,700.00 บาท/ท่าน

(+ 189 บาท  VAT7%) =2,889.00 บาท

 

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ:  สถาบันรหัสสากล สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

คุณสุคนธ์ทิพย์ วังเอี่ยมเสริมสุข โทร : 02-345-1198  e-Mail:  sukonthipw@gs1thailand.org

website : www.gs1thailand.org, www.rfid.or.th  ,  FB: rfid.thailand FB:gs1thialand

ตลาดโลจิสติกส์การแข่งขันที่รุนแรง

March 8th, 2015

ตลาดโลจิสติกส์การแข่งขันที่รุนแรง

 

สภาพตลาดโลจิสติกส์ในประเทศไทยมีการแข่งขันที่สูง และตลาดต่างจังหวัดมีการขยายตัวมากขึ้นเนื่องจากการเข้าไปของภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ทำให้ผู้ประกอบการต้องการกระจายสินค้าให้ครอบคลุมทั่วประเทศมากขึ้น ขยายตัวของ ธุรกิจ SME ขนาดต่างๆในประเทศไทยที่ต้องใช้โลจิสติส์เพื่อส่งสินค้าไปตามจุดต่างๆของประเทศอีกด้วย

รวมถึงการเปิดเสรีการค้า AEC เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันตลาดโลจิสติกส์ของประเทศไทยขยายตัวมากขึ้นและแข่งขันกันมากขึ้น โดยคาดว่าตลาดโลจิสติกส์ใน AEC จะมีมูลค่ามากกว่าไทยถึง 6 เท่า และจะเติบโตเป็น 10 เท่าในอีก 10 ปีข้างหน้า

ปัจจัยการแข่งขันในตลาดโลจิสติกส์

1. คุณภาพการให้บริการ เช่น ความรวดเร็วในการขนส่ง การขนส่งตรงต่อเวลา

2. การเอาใจใส่ลูกค้า ต้องดูแลลูกค้ามิใช่เพียงแค่ตัวสินค้า การที่สินค้าถึงมืออย่างรวดเร็ว ไม่ชำรุดเสียหา และลูกค้าสามารถตรวจสอบสถานะของสินค้า

3. ต้นทุน ดูแลต้นทุนให้เหมาะสมทุกช่วงเวลา เช่นน้ำมันลดก็จะมีแผนการลดราคาลงมา แต่ก็จะขึ้นอยู่กับปัจจัยภายในภายนอกต่างๆอีกด้วย

ต้นทุนค่าขนส่ง

ทางรถยนต์ 2 บาท 15 สตางค์ /ตัน/ กิโลเมตร

ทางราง 95 สตางค์ / ตัน / กิโลเมตร

ทางน้ำ 65 สตางค์ / ตัน / กิโลเมตร

ที่มา : marketeer.co.th

 

ขนส่ง ดึงระบบ RFID ตรวจจับรถตู้ซิ่ง

March 7th, 2015

ขนส่ง ดึงระบบ RFID ตรวจจับรถตู้ซิ่ง

ที่มา  http://www.thairath.co.th/content/250195

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 เม.ย. 2555 23:03

ขนส่งทางบก เผยจากการตรวจจับความเร็วรถตู้โดยสารสาธารณะ ด้วยระบบ RFID เพียง 2 วัน พบรถตู้โดยสารที่ขับเร็วเกินกำหนดเกือบ 70 คัน พร้อมแนะประชาชนใช้บริการรถตู้โดยสารสาธารณะ ที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น

เมื่อวันที่ 2 เม.ย. นายสมชัย  ศิริวัฒนโชค อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า จากการที่กรมการขนส่งทางบกได้นำระบบเทคโนโลยี RFID มาตรวจจับความเร็วรถตู้โดยสารสาธารณะที่วิ่งบนทางด่วน ทางยกระดับโทลล์เวย์และมอเตอร์เวย์ ระหว่างวันที่ 1 – 2 เมษายน 2555 (เวลา 15.00 น.) ปรากฏว่า มีรถตู้โดยสารสาธารณะที่ติดตั้งระบบ RFID วิ่งผ่านเครื่องตรวจจับความเร็ว จำนวน 3,182 คัน ในจำนวนนี้ พบรถตู้โดยสารสาธารณะที่ขับเร็วเกินกำหนด จำนวน 69 คัน ซึ่งกรมการขนส่งทางบกจะทำหนังสือแจ้งบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) และ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เพื่อประสานไปยังผู้ขับรถที่มีพฤติกรรมดังกล่าวให้มารายงานตัวและชำระค่า ปรับ 5,000 บาท  ภายใน 15 วัน  กรณีกระทำความผิดซ้ำปรับ 10,000 บาท พร้อมถอนรถออกจากการประกอบการ หากไม่มารายงานตัวภายในกำหนด กรมการขนส่งทางบกจะบันทึกการกระทำความผิดไว้ที่ต้นทะเบียน ส่งผลให้รถคันดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการทางทะเบียนได้

นายสมชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบเทคโนโลยี RFID เป็นอีกหนึ่งมาตรการความปลอดภัยที่นำมาใช้ควบคุมความเร็วของรถตู้โดยสารสาธารณะ ซึ่งกรมการขนส่งทางบกได้มีการบังคับให้รถตู้โดยสารสาธารณะทุกคัน ใช้เครื่องหมายการเสียภาษีประจำปีแบบ Smart RFID ซึ่งประกอบด้วยอุปกรณ์ 2 ชิ้น คือ 1. เครื่องหมายการเสียภาษีประจำปีรูปแบบใหม่หรือที่เรียกว่าป้ายวงกลม (smart tag) และ 2. สติกเกอร์ใสบรรจุชิพ RFID ที่ใช้ติดที่โคมไฟหน้ารถ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บข้อมูล และการอ่านข้อมูล

ดังนั้น เมื่อรถตู้โดยสารสาธารณะดังกล่าว ขับผ่านจุดควบคุมความเร็วที่ติดตั้งอุปกรณ์บนท้องถนน ระบบจะทำการบันทึกข้อมูลความเร็วเฉลี่ยของรถแต่ละคัน และรายงานผลกลับไปที่กรมการขนส่งทางบก เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบต่อไป โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งสำรวจและติดตั้งเครื่องตรวจจับความเร็วระบบ RFID ในเส้นทางหลักรัศมี 300 กิโลเมตร รอบกรุงเทพฯ และจะขยายให้ครอบคลุมทั่วประเทศโดยเส้นทางภาคเหนือจะติดตั้งถึงจังหวัดนครสวรรค์  ภาคอีสาน ติดตั้งถึงจังหวัดนครราชสีมา ภาคตะวันออกถึงจังหวัดระยอง และภาคใต้ถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

นายสมชัย กล่าวต่อว่า ขอให้ประชาชนเลือกใช้บริการรถตู้โดยสารสาธารณะที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น เพื่อให้ได้รับสิทธิ์คุ้มครองความปลอดภัยด้วยเทคโนโลยี RFID โดยขอให้สังเกตจากแผ่นป้ายทะเบียนรถที่ถูกต้อง ต้องเป็นทะเบียนสีเหลือง ตัวเลขและตัวอักษรสีดำ ด้านข้างรถมีเครื่องหมายแสดงการเข้าร่วมกับ ขสมก. หรือ บขส. พร้อมชื่อเส้นทาง ส่วนรถตู้โดยสารสาธารณะที่ผิดกฎหมาย จะเป็นป้ายสีขาว ตัวเลขและตัวอักษรสีน้ำเงิน หรือสีดำ ซึ่งการใช้บริการรถตู้โดยสารสาธารณะที่ผิดกฎหมายนั้นนอกจากจะไม่ปลอดภัยแล้ว ยังยากต่อการติดตาม ตรวจสอบของเจ้าหน้าที่เมื่อเกิดปัญหาอาชญากรรมด้วย

ทั้งนี้ เชิญชวนประชาชนร่วมเป็นเครือข่ายในการส่งเสริมความปลอดภัย “หากพบเห็นรถตู้โดยสารสาธารณะไม่ปลอดภัย เอาเปรียบผู้โดยสารแจ้งศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง.

 

ที่มา  http://www.thairath.co.th/content/250195